การติดตามประเมินผล

การนำแผนพัฒนาสามปีไปสู่การปฏิบัติและติดตามประเมินผล

แผนพัฒนาสามปี  (พ.ศ.  2558-2560)

องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านดู่   อำเภอนาโพธิ์  จังหวัดบุรีรัมย์

 

                ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการจัดทำแผนพัฒนาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 

พ.ศ. 2548  กำหนดให้คณะกรรมการติดตามและประเมินผลแผนพัฒนา ประกอบด้วย

                1.  สมาชิกสภาท้องถิ่นที่สภาท้องถิ่นคัดเลือกจำนวนสามคน

                2.  ผู้แทนประชาคมท้องถิ่นที่ประชาคมท้องถิ่นคัดเลือกจำนวนสอง

                3.  ผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ผู้บริหารท้องถิ่นคัดเลือกจำนวนสองคน

                4.  หัวหน้าส่วนราชการที่คัดเลือกกันเองจำนวน2คน

                5.  ผู้ทรงคุณวุฒิที่ผู้บริหารท้องถิ่นคัดเลือกจำนวนสองคน

                คณะกรรมการติดตามและประเมินผลแผนพัฒนาท้องถิ่น มีอำนาจหน้าที่ ดังนี้

                1.  กำหนดแนวทาง วิธีการในการติดตามและประเมินผลแผนพัฒนา

                2.  ดำเนินการติดตามและประเมินผลแผนพัฒนา

                3.  รายงานผลการเสนอความเห็นซึ่งได้จากการติดตามประเมินผลแผนพัฒนาต่อผู้บริหารท้องถิ่นเพื่อให้ผู้บริหารท้องถิ่นเสนอต่อสภาท้องถิ่น คณะกรรมการพัฒนาท้องถิ่น และประกาศผลการติดตามและประเมินผลแผนพัฒนาให้ประชาชนในท้องถิ่นทราบโดยทั่วกันอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง ภายในเดือนธันวาคมของทุกปี ทั้งให้ปิดประกาศโดยเปิดเผยไม่น้อยกว่าสามสิบวัน

                4.  แต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงานเพื่อช่วยปฏิบัติงานตามที่เห็นสมควร

 

                วิธีการติดตาม

                จัดทำแบบติดตามผลการดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยกำหนดระยะในการติดตามและรายงานผลการดำเนินงานทุกๆ 3 เดือนเริ่มตั้งแต่สิ้นสุดการดำเนินงานทุกๆ 3 เดือน เริ่มตั้งแต่สิ้นสุดการดำเนินงานภายในเดือนตุลาคม ธันวาคม  หรือไตรมาสที่ 1

 

                ห้วงเวลาในการติดตาม

                ไตรมาสที่  1  (ตุลาคม ธันวาคม)                                 ไตรมาสที่  2  (มกราคม มีนาคม)

                ไตรมาสที่  3  (เมษายน มิถุนายน)                               ไตรมาสที่  4  (กรกฎาคม กันยายน)

               

การติดตามและประเมินผลแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาและแผนพัฒนาสามปี

                                จุดมุ่งหมายสำคัญของการประเมินผลแผนยุทธศาสตร์นั้น   คือ   การประเมินว่ามีการนำแผน

ยุทธศาสตร์ไปปฏิบัติอย่างแท้จริงเพียงใด และได้ผลเป็นอย่างไรเพื่อจะสามารถวัดความสัมฤทธิ์ผลของแผนยุทธศาสตร์ได้  ในขณะเดียวกันก็สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อใช้เป็นสมมุติฐานในการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ฉบับต่อไปได้ ดังนั้นการที่จะประเมินผลแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาในภาพรวมได้จำเป็นต้องประเมินผลการปฏิบัติในแต่ละแนวทางการพัฒนาก่อน  เพื่อนำไปสู่การวัดความสำเร็จของยุทธศาสตร์  ซึ่งจะแสดงให้เห็นได้ว่าการพัฒนาเป็นไปในแนวทางใด  บรรลุวัตถุประสงค์ของการพัฒนาที่ยั่งยืนและตอบสนองต่อวิสัยทัศน์หรือไม่ 

        ดังนั้นในขั้นต้น  องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจึงต้องติดตามประเมินผลแผนพัฒนาสามปี   ให้ได้ข้อมูล  ข้อเท็จจริง  อันจะนำมาสู่บทสรุปทีไม่บิดเบือนจากผลการปฏิบัติจริงที่เกิดขึ้น

 

แนวทาง  และวิธีการขั้นตอนในการติดตามและประเมินผลแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาและแผนพัฒนาสามปี

                การติดตาม  (Monitoring)

                                การติดตามนั้นจะทำให้เราทาบได้ว่าขณะนี้ได้มีการปฏิบัติตามแผนยุทธศาสตร์หรือแผนสามปี  ถึงระยะใดแล้ว  ซึ่งเทคนิคอย่างง่ายที่สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการติดตามได้   เช่น Gant Chart   ที่จะทำให้หน่วยงานสามารถติดตามได้ว่าการดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์หรือแผนสามปีมีการดำเนินการในช่วงใด  ตรงกำหนดระยะเวลาที่กำหนดไว้หรือไม่แผนปฏิบัติการก็จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการติดตามผลการดำเนินงานดังได้กล่าวมาแล้ว

                การประเมินผล  (Evaluation) 

                                การประเมินผลแผนยุทธศาสตร์  จำเป็นต้องมีเกณฑ์มาตรฐาน (Standard  Criteria)  และตัวชี้วัด  (Indicators)  เพื่อใช้เป็นกรอบในการประเมินเพื่อให้เกิดความชัดเจน  เป็นระบบ  มีมาตรฐานและเป็นที่ยอมรับ  โดยประกอบด้วยเกณฑ์ที่สำคัญ ใน  ระดับ คือเกณฑ์การประเมินหน่วยงาน  และเกณฑ์การประเมินโครงการ  ซึ่งสรุปได้ดังนี้

 

เกณฑ์มาตรฐานและตัวชี้วัดการประเมินผลหน่วยงาน

                                ประกอบด้วย เกณฑ์  22  ตัวชี้วัด  ดังนี้

1.              เกณฑ์สัมฤทธิผลและการบรรลุวัตถุประสงค์ของนโยบาย

เป็นการประเมินความสำเร็จโดยพิจารณาเปรียบเทียบผลการดำเนินงานของหน่วยงานที่นำ

นโยบายไปปฏิบัติกับวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ในนโยบาย โดยเป็นการประเมินผลขององค์กร 2  ส่วน   คือ ผลในภาพรวม  และระดับปฏิบัติกับวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ในนโยบาย   โดยเป็นการประเมินผลขององค์กร  2  ส่วน คือ  ผลในภาพรวมและระดับปฏิบัติการ  ผลการดำเนินงานจะต้องเปิดเผยให้สาธารณชนทราบอย่างกว้างขวาง  อย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอและมีกำหนดระยะเวลาที่ชัดเจนอาจเป็นทุกไตรมาสหรือผลการดำเนินงานประจำปีสัมฤทธิผล  รวมถึงการดำเนินงานที่มุ่งการบรรลุเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ในระยะยาว โดยมีตัวชี้วัดที่สำคัญ  ประการ  คือ

1.1          ผลผลิต  (Output)ประกอบด้วย  ส่วน  คือ

1.             ผลผลิตในภาพรวมเป็นการประเมินผลผลิตเทียบกับเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ โดย

เปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกิดขึ้นจริงกับเป้าหมายรวมขององค์กรในสายตาของสมาชิกขององค์กรและประชาชนผู้รับบริการ  การประเมินผลดังกล่าวมีลักษณะที่เป็นพลวัตร  และมีปฏิสัมพันธ์กับสภาวะแวดล้อมของภายนอกองค์กร

2.             ผลผลิตระดับปฏิบัติการเป็นการประเมินผลโดยพิจารณาระดับการบรรลุ

เป้าหมายตามแผนปฏิบัติการโดยอาจพิจารณาจากผลผลิตต่อหน่วยกำลังคนระดับการบริการต่อหน่วยเวลาสัดส่วนของต้นทุนและผลตอลบแทน สถานภาพทางการเงิน สินทรัพย์และหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดผลตอบแทน  คุณภาพของผลผลิตและบริการสาธารณะประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรขององค์กร  การประหยัดพลังงานและการรักษาสภาวะแวดล้อม

2.  เกณฑ์ความเสมอภาคและความเป็นธรรมในสังคม

ประกอบด้วยตัวชี้วัดที่สำคัญ  ประการ  คือ

1.             การเข้าถึงเน้นความสำคัญในเรื่องโอกาสของประชาชน  โดยเฉพาะผู้ด้อยโอกาส

ในสังคมให้ได้รับบริการสาธารณะ

2.             การจัดสรรทรัพยากรพิจารณาถึงความเป็นธรรมในการจัดสรรทรัพยากรให้กับ

ประชาชน

3.             การกระจายผลประโยชน์เน้นความเป็นธรรมในการกระจายผลประโยชน์   หรือ

ผลตอบแทนให้แก่สมาชิกในสังคม

4.             ความเสมอภาคเน้นความเป็นธรรมเพื่อให้หลักประกันเรื่องสิทธิและโอกาสใน

การได้รับบริการสาธารณะโดยปราศจากอคติ  ไม่แบ่งแยกกลุ่ม

3.  เกณฑ์ความสามารถและคุณภาพในการให้บริการ

ประกอบด้วยตัวชี้วัด  ประการ

1.             สมรรถนะของหน่วยงานเป็นตัวชี้ขีดความสามารถในการให้บริการและตอบ

สนองความต้องการของประชาชนกลุ่มเป้าหมาย

2.             ความทั่วถึงและเพียงพอพิจารณาถึงความครอบคลุม   ความเพียงพอ  และความ

ครบถ้วนของการให้บริการทั้งในด้านกลุ่มเป้าหมายที่รับบริการและระยะเวลาที่บริการ

3.             ความถี่ในการให้บริการเป็นตัวชี้วัดระดับการบริการต่อหน่วยเวลา   ว่ามีความ

สม่ำเสมอต่อภารกิจนั้นหรือไม่

4.             ประสิทธิภาพการให้บริการเป็นตัวชี้วัดประสิทธิภาพขององค์กรที่มุ่งเน้น

การบริการที่รวดเร็ว  ทันเวลา  มีการใช้ทรัพยากรที่เหมาะสม  ซึ่งในทางปฏิบัติจำเป็นต้องกำหนดมาตรฐานการบริการไว้เป็นแนวทาง

 

4.  เกณฑ์ความรับผิดชอบต่อหน่วยงาน

ประกอบด้วยตัวชี้วัด  ประการ

1.      พันธกิจต่อสังคมเป็นตัวชี้วัดที่แสดงถึงภารกิจของหน่วยงานที่มีต่อสังคม

พิจารณาได้จากวิสัยทัศน์  นโยบาย  แผนงาน

2.      ความรับผิดขอบต่อสาธารณะ    เป็นตัวชี้วัดถึงความรับผิดชอบต่อประชากร

กลุ่มเป้าหมาย

3.      การให้หลักประกันความเสี่ยงเป็นตัวชี้วัดที่มีความสำคัญเพื่อให้หลักประกันว่า

ประชาชนผู้รับบริการจะได้รับความคุ้มครองและหรือการชดเชยจากหน่วยงานหากมีความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติงานของหน่วยงาน

4.             การยอมรับข้อผิดพลาดเป็นตัวชี้ถึงความรับผิดชอบของผู้บริหารระดับสูง  และ

เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานที่จะยอมรับต่อสาธารณชนในกรณีเกิดความผิดพลาดในการบริหารหรือการปฏิบัติงาน

5.  เกณฑ์การตอบสนองความต้องการของประชาชน

                                ประกอบด้วยตัวชี้วัดที่สำคัญ  ประการ  คือ

1.             การกำหนดประเด็นปัญหา การกำหนดประเด็นปัญหาที่มาจากประชาชนผู้รับ

บริการและมีการพิจารณาจัดลำดับความสำคัญ

2.             การรับฟังความคิดเห็น เป็นตัวชี้ถึงระบบเปิดกว้างในการรับฟังความคิดเห็นและ

ข้อเสนอแนะของประชาชนผู้รับบริการ

3.             มาตรการเชิงยุทธศาสตร์ในการแก้ปัญหา เป็นตัวชี้วัดถึงความพร้อมในการแก้

ปัญหาให้กับประชาชนผู้รับบริการที่มีทั้งมาตรการระยะสั้นและระยะยาว รวมทั้งเปิดกว้างให้สาธารณะได้รับทราบและมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ

4.             ความรวดเร็วในการแก้ปัญหา เป็นตัวชี้วัดการตอบสนองในการแก้ไขปัญหาการ

ให้ความสำคัญและการกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาด้วยความรวดเร็ว  มีประสิทธิภาพ ไม่ละเลยเพิกเฉยต่อปัญหา

6.  เกณฑ์ความพึงพอใจของลูกค้า

ประกอบด้วยตัวชี้วัด  ประการ  คือ

1.     ระดับความพึงพอใจ เป็นตัวชี้วัดความเห็นของประชาชนที่มีต่อหน่วยงาน  ซึ่ง

เกี่ยวข้องกับคุณภาพการปฏิบัติงาน

2.     การยอมรับหรือคัดค้าน เป็นตัวชี้วัดความเห็นระดับการยอมรับมาตรการนโยบาย

ของหน่วยงานซึ่งพิจารณาจากสัดส่วนการยอมรับคัดค้าน  เนื่องมาจากผลกระทบของนโยบายของหน่วยงาน

7.  เกณฑ์ผลเสียหายต่อสังคม

ประกอบด้วยตัวชี้วัดที่สำคัญ  ประการ  คือ

1.      ผลกระทบภายนอก เป็นตัวชี้วัดว่าหน่วยงานก่อให้เกิดผลกระทบซึ่งสร้างความ

เสียหายจากการดำเนินงานแก่ประชาชนหรือไม่  โดยอาจวัดจากขนาดและความถี่จากการเสียหายที่เกิดขึ้น 

2.             ต้นทุนทางสังคมเป็นตัวชี้วัดผลเสียหายที่สังคมต้องแบกภาระเกณฑ์และตัวชี้

วัดผลการดำเนินงานจะเป็นการพิจารณาเกณฑ์รวม  และสามารถใช้เป็นกรอบหรือเครื่องมือในการประเมนผลลัพธ์สุดท้ายและผลกระทบในการดำเนินงานในภาพรวม เพื่อใช้เป็นบรรทัดฐานในการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานกับระดับการบรรลุผลและการสนองตอบความพึงพอใจของลูกค้าหรือประชากรกลุ่มเป้าหมาย  สำหรับค่าตัวแปร อาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับลักษณะกิจกรรมการดำเนินงานของหน่วยงาน

                วิธีการประเมินผล

                การประเมินผลจะต้อมีเกณฑ์มาตรฐานสำหรับการประเมินผลเพื่อให้เกิดความชัดเจนเป็นระบบ มีมาตรฐานและเป็นที่ยอมรับ เกณฑ์ที่สำคัญคือ

                1.  ผลผลิต  (OUTPUT) วัดระดับความสำเร็จและความล้มเหลวของผลผลิตของโครงการเป็นการพิจารณาในเรื่องของเวลา ค่าใช้จ่าย คุณภาพ

                2.  ผลลัพธ์ (OUTCOME) วัดระดับความสำเร็จและความล้อมเหลวของผลลัพธ์ของโครงการ เป็นการพิจารณาถึงผู้รับผลประโยชน์ของโครงการ

เกณฑ์มาตรฐานและตัวชี้วัดการประเมินผล

เกณฑ์มาตรฐาน

(Standard  Criteria)

ตัวชี้วัด

(Indicators)

ตัวอย่างกรอบตัวแปร

(Attributes)

1.  สัมฤทธิผลและการบรรลุวัตถุประสงค์ของนโยบาย

·    ผลผลิต

·    ผลลัพธ์

ผลต่างระหว่างเป้าหมายกับวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้

2.  ความเสมอภาคและความเป็นธรรมในสังคม

·    การเข้าถึง

·    การจัดสรรทรัพยากร

·    การกระจายผลประโยชน์

·    ความเสมอภาค

ปริมาณและคุณภาพทรัพยากรที่ได้รับจัดสรรต่อคน

ผลประโยชน์ที่แต่ละกลุ่มเป้าหมายได้รับในแต่ละครั้ง

การไม่เลือกปฏิบัติและ/หรือการเลือกปฏิบัติที่เป็นคุณ

3.  ความสามารถและคุณภาพในการให้บริการ

·    สมรรถนะของหน่วยงาน

·    ความทั่วถึงและเพียงพอ

·    ความถี่ในการให้บริการ

ประสิทธิภาพการให้บริการ

พื้นที่เป้าหมายและประชากรกลุ่มเป้าหมายที่รับบริการ

จำนวนครั้งในการให้บริการ

ผลลัพธ์เทียบกับปัจจัยนำเข้า

4.  ความรับผิดชอบของหน่วยงาน

·     พันธกิจต่อสังคม

·     ความรับผิดชอบต่อสาธารณะ

·     การให้หลักประกันความเสี่ยง

การยอมรับข้อผิดพลาด

การจัดลำดับความสำคัญ

ภารกิจหลักและภารกิจรอง

การตัดสินใจที่สะท้อนความรับผิดชอบ

 

 

เกณฑ์มาตรฐาน

(Standard  Criteria)

ตัวชี้วัด

(Indicators)

ตัวอย่างกรอบตัวแปร

(Attributes)

5.  การสนองตอบความต้องการ

·     การกำหนดประเด็นปัญหา

·     การรับฟังความคิดเห็น

·     มาตรการ/กลยุทธ์ในการแก้ไข

ปัญหา

·     ความรวดเร็วในการแก้ไข

ปัญหา

ระดับการมีส่วนร่วม

การปรึกษาหารือ

การสำรวจความต้องการ

 

 

6.  ความพึงพอใจของประชากรกลุ่มเป้าหมาย

·     ระดับความพึงพอใจ

·     การยอมรับ/คัดค้าน

- สัดส่วนของประชากรกลุ่มเป้าหมายที่พอใจหรือไม่พอใจ

ความคาดหวัง

ผลสะท้อนกลับ

7.  ผลเสียหายต่อสังคม

·     ผลกระทบภายนอก (ทางบวก

และทางลบ)

·     ต้นทุนทางสังคม

ความสูญเสียของประชากร

ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม

ค่าเสียโอกาส

ความขัดแย้งทางสังคม

 

เกณฑ์มาตรฐานและตัวชี้วัดการประเมินผลโครงการ

                                การประเมินผลโครงการ  จำเป็นต้องมีเกณฑ์และตัวชี้วัดเพื่อเป็นเครื่องมือกำหนดกรอบทิศทางในการวิเคราะห์และประเมินผลโครงการ  ประกอบด้วยเกณฑ์ที่สำคัญ  8  เกณฑ์  ด้วยกัน  คือ

1.              เกณฑ์ความก้าวหน้า  (Progress)

เป็นการพิจารณาเปรียบเทียบผลของการดำเนินกิจกรรมกับเป้าหมายที่กำหนดตามแผนการประเมิน

ความก้าวหน้ามุ่งที่จะตอบคำถามว่า  การดำเนินกิจกรรมตามโครงการสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่กำหนดหรือไม่ เป็นไปตามกรอบเวลาหรือไม่และประสบกับปัญหาอุปสรรคอะไรบ้าง ประกอบด้วยตัวชี้วัด   4   ประการ         คือ

1.             ผลผลิตเทียบกับเป้าหมายรวมในช่วงเวลาเป็นการดูสัดส่วนของผลผลิตของโครงการ

ว่าบรรลุเป้าหมายมากน้อยเพียงใด   อาทิ ความยาวของถนนที่สร้างได้     จำนวนแหล่งน้ำขนาดเล็กเพื่อการเกษตร  สัดส่วนปริมาณการทำงานก่อสร้าง  เทียบกับเป้าหมายรวมในช่วงเวลาที่กำหนด

2.             จำนวนกิจกรรมแล้วเสร็จเนื่องจากโครงการประกอบด้วยชุดกิจกรรมต่าง ๆ มากมาย  

จึงจำเป็นต้องมีตัวชี้วัดความก้าวหน้าโดยพิจารณาจำนวนกิจกรรมและประเภทของกิจกรรมที่ได้ดำเนินการไปแล้ว

3.             ทรัพยากรที่ใช้ไปในช่วงเวลาเป็นตัวชี้วัดความก้าวหน้าของการใช้ทรัพยากรในโครงการ 

ซึ่งครอบคลุมด้านงบประมาณโครงการ    ได้แก่     งบประมาณที่อยู่ระหว่างผูกพัน    เงินงวดและแผนการใช้จ่าย

งบประมาณโครงการและอัตราการใช้บุคลากรสัมพัทธ์กับเวลา  ในรูปของคน วัน  หรือ คน เดือน

4.             ระยะเวลาที่ใช้ไปเป็นตัวชี้วัดความก้าวหน้าเพื่อดูว่าได้ใช้เวลาไปเท่าใดแล้ว   และเหลือ

ระยะเวลาอีกเท่าใดจึงจะครบกำหนดแล้วเสร็จ  โดยสามารถใช้เป็นเกณฑ์ประเมินและควบคุมกิจกรรมให้บรรลุตามเป้าหมายด้านเวลา

2.              เกณฑ์ประสิทธิภาพ  (Efficiency)

การประเมินประสิทธิภาพเป็นการเปรียบเทียบผลลัพธ์ที่ได้         กับทรัพยากรที่ใช้ไปในการดำเนิน

งาน  ทรัพยากรที่ใช้นอกจากงบประมาณแล้วยังหมายรวมถึงทรัพยากรมนุษย์  ทรัพยากรทางการจัดการและเวลาที่ใช้ไปในการดำเนินงาน  ประกอบด้วยตัวชี้วัด  ประการ  คือ

1.             สัดส่วนผลผลิตต่อค่าใช้จ่าย  เป็นตัวชี้วัดประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรทางการเงินของ

โครงการ       เพื่อให้ได้ผลผลิตที่เหมาะสมและคุ้มค่ากับการลงทุน        ซึ่งจะช่วยให้เกิดการใช้จ่ายเป็นไปอย่างมี

ประสิทธิภาพ  สมประโยชน์  ลดค่าใช้จ่ายและประหยัดต้นทุนการผลิต

2.             ผลิตภาพต่อกำลังคนเป็นตัวชี้วัดประสิทธิภาพการผลิตต่อบุคลากร         หรือเจ้าหน้า

ที่โครงการ  ซึ่งนอกจากจะเป็นตัวชี้ถึงประสิทธิภาพการดำเนินงานแล้ว  ยังแสดงถึงสมรรถนะและศักยภาพของทรัพยากรบุคคลในการดำเนินโครงการ

3.             ผลิตภาพต่อหน่วยเวลาเป็นตัวชี้วัดประสิทธิภาพการผลิตในช่วงเวลา  อาทิ  จำนวนครัว

เรือนที่ได้รับการอบรมอาชีพเสริมนอกภาคเกษตรต่อเดือน  จำนวนนักเรียนที่เข้าเรียนต่อตามโครงการขยายโอกาสทางการศึกษาในแต่ละปี

4.             การประหยัดทรัพยากรการจัดการเป็นตัวชี้วัดความสามารถของโครงการในการประหยัด

ทรัพยากรทางการบริหารจัดการ   อาทิ   การปรับลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นในการดำเนินโครงการ การตัดทอนขั้นตอนการปฏิบัติซึ่งส่งผลต่อการลดค่าใช้จ่ายของโครงการ     การประหยัดค่าพลังงานและค่าสาธารณูปการคิดเป็นร้อยละของค่าใช้จ่ายรวม

3.              เกณฑ์ประสิทธิผล  (Effectiveness)

การประเมินประสิทธิผล    เป็นเกณฑ์พิจารณาระดับการบรรลุวัตถุประสงค์เฉพาะด้าน   โดยดูจาก

ผลลัพธ์จากการดำเนินงาน      ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงของประชากรกลุ่มเป้าหมายตามโครงการประกอบด้วย  ตัวชี้วัด  ประการ  คือ

1.             ระดับการบรรลุเป้าหมายเป็นตัวชี้วัดว่าโครงการบรรลุเป้าหมายด้านใดบ้างและการบรรลุ

เป้าหมายส่งผลต่อประชากรเป้าหมายอย่างไร โดยสามารถวัดการเปลี่ยนแปลงในเชิงปริมาณและคุณภาพของประชากรเป้าหมาย

2.             ระดับการมีส่วนร่วมเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จโดยให้ความสำคัญกับมิติการมีส่วนร่วม   

โดยสามารถอธิบายความสัมพันธ์เชิงเหตุผลได้   ว่าการมีส่วนร่วมของประชาชนส่งผลต่อระดับความสำเร็จมากน้อยเพียงไร  และโครงการจะปรับปรุงส่งเสริมการมีส่วนร่วมได้อย่างไร  ระดับการมีส่วนร่วมสามารถวัดจาก  จำนวนประชากร  ความถี่ระดับและกิจกรรม  ซึ่งครอบคลุมการร่วมตัดสินใจ วางแผนและติดตามผล

3.             ระดับความพึงพอใจเป็นเกณฑ์วัดระดับการยอมรับ  โดยอาจพิจารณาสัดส่วนของ

ประชากรเป้าหมายที่พึงพอใจกับบริหารของรัฐ  สัดส่วนของครัวเรือนที่พอใจการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่โครงการ  ระดับความพึงพอใจในมาตรการตามโครงการ

4.             ความเสี่ยงของโครงการเป็นตัวชี้วัดประสิทธิผล    เพื่อดูว่าโครงการมีความเสี่ยงในการ

บรรลุเป้าหมายด้านใดด้านหนึ่งหรือเป้าหมายรวมของโครงการหรือไม่  ซึ่งค่าความเสี่ยงจะประเมินจากการเปลี่ยนแปลงสภาวะแวดล้อมของโครงการ  ทั้งในด้านเศรษฐกิจ  สังคม  การเมืองและสิ่งแวดล้อมทั้งระยะสั้นและระยะยาว

4.  เกณฑ์ผลกระทบ  (Impacts) 

                เป็นการพิจารณาผลกระทบโดยรวมต่อประชากรกลุ่มเป้าหมาย ชุมชน สังคม  และหน่วยงานในภาพรวม  เป็นผลกระทบระยะยาว  ผลกระทบอาจมีทั้งที่มุ่งหวัง  และผลกระทบที่ไม่ได้มุ่งหวัง  ซึ่งอาจเป็นผลด้านบวกหรือด้านลบก็ได้  ประกอบด้วยตัวชี้วัด  ประการ  คือ 

1.             คุณภาพชีวิตเป็นตัวชี้วัดผลกระทบต่อการพัฒนา หรือยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากร

กลุ่มเป้าหมาย  อาทิ  รายได้  ความเป็นอยู่  โอกาสทางการศึกษา   การมีงานทำ  สุขอนามัย สภาพแวดล้อมชุมชน       โดยสามารถวัดจากสัดส่วนครัวเรือนหรือประชากรที่ได้รับบริการจากโตรงการพัฒนาที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตที่ดี  หรือมาตรฐานการดำรงชีพ

2.             ทัศนคติและความเข้าใจเป็นตัวชี้วัดผลกระทบโดยมุ่งเรื่องทัศนคติและความเข้าใจของ

ประชากรกลุ่มเป้าหมายที่มีต่อโครงการ  โดยสามารถวัดระดับทั้งเชิงบวกและลบต่อตัวโครงการเอง   โดยเฉพาะวัตถุประสงค์และมาตรการนโยบายผลประโยชน์ของโครงการ     ความพึงพอใจในการรับบริการ    และทัศนคติต่อผู้บริหารและเจ้าหน้าที่โครงการ

3.             การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม เป็นตัวชี้วัดผลกระทบโดยให้ความสำคัญเรื่องการเปลี่ยนแปลง

พฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมาย  โดยเปรียบเทียบระยะก่อนและหลังมีโครงการ  อาทิ  สัดส่วนของครัวเรือนที่ยอมรับเทคโนโลยีการผลิตที่รักษาสิ่งแวดล้อม  จำนวนเกษตรกรที่ทำการเกษตรแบบธรรมชาติมายิ่งขึ้น  การปฏิบัติของยวดยาน      โดยเคารพกฎจราจรมากขึ้น     การออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งมากขึ้น    และลดละพฤติกรรมการซื้อสิทธิขายเสียง  การลดพฤติกรรมการประพฤติมิชอบในการปฏิบัติหน้าที่

5.   เกณฑ์ความสอดคล้อง  (Relevance)

                เกณฑ์การประเมินความสอดคล้องมุ่งพิจารณาว่าวัตถุประสงค์ของโครงการสอดคล้องกับความต้องการหรือสามารถแก้ไขปัญหาตามที่กำหนดไว้แต่ต้นหรือไม่      ซึ่งจำเป็นต้องมีการประเมินความต้องการที่แท้จริง  ตลอดจนจะต้องตอบคำถามด้วยว่าแนวทางและกลยุทธ์ที่ใช้ในการดำเนินงานสอดคล้องกับการแก้ไขปัญหาที่แท้จริงได้หรือไม่  ประกอบด้วยตัวชี้วัดที่สำคัญ  ประการคือ

1.              ประเด็นปัญหาหลักซึ่งพิจารณาจากจำนวนเรื่องหรือประเด็นปัญหา   และอุปสรรคที่

เกิดขึ้น  ทั้งที่ได้รับการแก้ไขแล้วและที่ยังไม่สามารถแก้ไข  รวมถึงการจัดลำดับความสำคัญของปัญหาตามความเร่งด่วน  ตามความรุนแรงของปัญหา

2.              มาตรการหรือกลยุทธ์ในการแก้ไขปัญหา    เป็นตัวชี้วัดความสอดคล้องกับการแก้ไขปัญหา 

ซึ่งเป็นมาตรการทั้งระยะสั้นและระยะยาว  โดยสามารถดูได้จากมาตรการที่ผู้บริหารโครงการนำมาใช้ตลอดช่วงระยะเวลาของการดำเนินโครงการ  และความสอดคล้องกับปัญหาหลัก

3.              ความต้องการหรือข้อเรียกร้องของประชากรกลุ่มเป้าหมาย      เป็นตัวชี้วัดถึงความต้องการ

ของผู้รับบริการในการแก้ไขปัญหาที่ประสบอยู่  อาทิ คำร้องเรียน  ข้อร้องทุกข์  ให้แก้ไขปัญหาเพื่อสนองตอบประชากรกลุ่มเป้าหมายตามโครงการที่ไม่ได้รับผลประโยชน์จากการดำเนินโครงการหรือได้รับความเสียหายจากการดำเนินโครงการซึ่งเป็นตัวชี้วัดความสอดคล้องในการดำเนินโครงการ และสนองตอบต่อสนองตอบต่อความต้องการของประชากรเป้าหมาย

6.  เกณฑ์ความยั่งยืน  (Systainability)

เป็นเกณฑ์การพิจารณาที่สืบเนื่องจากความสอดคล้อง  โดยพิจารณาระดับความต่อเนื่องของกิจกรรม

ว่าจะสามารถดำเนินต่อไปได้โดยไม่มีการใช้งบประมาณจากภายนอกโครงการ ความสามารถในการเลี้ยงตัวเองได้  นอกจากนี้ยังหมายรวมถึงความสามารถในการขยายกิจกรรมไปยังพื้นที่แห่งใหม่ประกอบด้วยตัวชี้วัดที่สำคัญ  ประการ  คือ

1.  ความอยู่รอดด้านเศรษฐกิจ   เกี่ยวข้องกับการจัดการทรัพยากรทางการเงินของโครงการอาทิ 

จำนวนงบประมาณของโครงการ  แผนงานใช้จ่ายงบประมาณภาระผูกพัน    สัดส่วนค่าใช้จ่ายเทียบกับผลผลิตที่ได้  ปริมาณเงินทุนสำรอง  แหล่งสนับสนุนงบประมาณปริมาณงบประมาณหรือเงินทุนหมุนเวียน  จำนวน  และขนาดกองทุนดำเนินโครงการ  ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ถึงความอยู่รอดทางเศรษฐกิจของโครงการ

                                2.  สมรรถนะด้านสถาบัน  (Institutional  capacity) เป็นตัวชี้วัดความสามารถของ

หน่วยงานในการบริหารโครงการ  การพัฒนาองค์กรประชาชน  การมีส่วนร่วมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องระดับการมีส่วนร่วมของประชากรกลุ่มเป้าหมายในกระบวนการตัดสินใจ   การวางแผนงานและบริหารโครงการ    และการปรับปรุงระเบียบวิธีการปฏิบัติที่เอื้อต่อการดำเนินโครงการ

3. ความเป็นไปได้ในการขยายผล           เป็นตัวชี้วัดความยั่งยืนโดยพิจารณาความสามารถใน

การพึ่งตัวเอง  โอกาสและช่องทางในการขยายผลการดำเนินโครงการกรณีโครงการประสบผลสำเร็จด้วยดี  ทั้งการขยายผลตามแนวราบ  กล่าวคือ การเพิ่มกิจกรรมโครงการ  การเพิ่มจำนวนประชากรเป้าหมาย  การขยายกำลังผลิตของโครงการเดิมและการขยายผลในแนวดิ่ง   ได้แก่    การขยายพื้นที่โครงการ  การขยายเครือข่ายโครงการออกไปทั่วภูมิภาค  และการยกระดับโครงการเป็นระดับชาติ

                7.  เกณฑ์ความเป็นธรรม  (Equity) 

                เป็นเกณฑ์ที่มุ่งให้เกิดความเป็นธรรมในสังคม  โดยพิจารณาถึงผลลัพธ์และผลกระทบจากการดำเนินโครงการ  โดยยึดหลักการว่าประชากรกลุ่มเป้าหมายจะได้รับหลักประกันเรื่องความเป็นธรรม  ความเสมอภาค  ความทั่วถึง  ในการรับบริการ  การจัดสรรคุณค่า  และการกระจายผลตอบแทนที่เสมอภาคเท่าเทียมกัน  ประกอบด้วยตัวชี้วัด  ประการ  คือ

1.                                      ความเป็นธรรมระหว่างเพศเป็นตัวชี้วัดความเป็นธรรมโดยให้ความสำคัญทุกกลุ่มย่อย  ในสังคมย่อย  อาทิ  ความเป็นธรรมในการจัดสรรทรัพยากรแหล่งน้ำแก่กลุ่มเกษตรและกลุ่มอาชีพอื่น  การจัดหาตำแหน่งให้กับผู้ว่างงานและผู้ถูกเลิกจ้าง     มาตรการลดผลกระทบทางสังคม ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจที่จัดให้แก่ประชากรทุกสาขาอาชีพ

2.              ความเป็นธรรมระหว่างเพศ   เป็นตัวชี้วัดที่ให้ความสำคัญเรื่องความเป็นธรรมระหว่างเพศ

  ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่มีความสำคัญมากขึ้นในการประเมินโครงการพัฒนา  โดยดูว่าการดำเนินโครงการให้ความเสมอภาคระหว่างเพศ  หรือมีการเลือกปฏิบัติระหว่างเพศ  หรือไม่  โดยสามารถพิจารณาเรื่องความเท่าเทียมในโอกาสบทบาทระหว่าง หญิง/ชาย  การปฏิบัติที่เคารพสิทธิของสตรี

3.              ความเป็นธรรมระหว่างชนรุ่นเป็นตัวชี้วัดที่เน้นความเป็นธรรมระหว่างชนรุ่นระหว่างชน

รุ่นปัจจุบันและชนรุ่นอนาคต  ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการจัดสรรและใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติ  การจัดหาพลังงาน  โครงการพัฒนาขนาดใหญ่  โครงการที่ผู้ได้รับกระทบจากการตัดสินและดำเนินโครงการในปัจจุบัน

8.              เกณฑ์ความเสียหายของโครงการ

เป็นเกณฑ์ที่สำคัญในการประเมินโครงการเพื่อเป็นหลักประกันว่า  การดำเนินโครงการจะไม่ก่อให้

เกิดความเสียหายหรือผลกระทบด้านลบต่อสังคม หรือชุมชน  ประกอบด้วยตัวชี้วัดที่สำคัญ  ประการ  คือ

 

1.             ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมเป็นตัวชี้วัดความเสียหายด้านสิ่งแวดล้อม  ซึ่งเป็นผลจาก

การดำเนินโครงการโดยเป็นการวัดและประเมินเปรียบเทียบผลที่เกิดขึ้นจริงกับการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ในช่วงก่อนทำโครงการ      เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายรับผิดชอบ  และมีการชดเชยความเสียหายจากผลกระทบในลักษณะที่เหมาะสมและเป็นธรรมแก่ผู้เสียหาย  เพื่อเป็นหลักประกันความเสี่ยงให้กับสังคม   และเป็นมาตรฐานทางจริยธรรมของผู้อนุมัติและผู้ดำเนินโครงการ

2.             ผลกระทบด้านเศรษฐกิจเป็นตัวชี้วัดผลกระทบหรือความเสียหายทางด้านเศรษฐกิจที่

เกิดจากโครงการพัฒนาของรัฐในลักษณะของผลกระทบภายนอก  ซึ่งสร้างภาระให้กับประชาชนและชุมชนโดยรอบที่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายเป็นต้นทุนทางสังคมที่ต้องเสียไป อาทิ  พื้นที่การเกษตรที่ถูกน้ำท่วมเสียหายจากโครงการสร้างเขื่อน

3.             ผลกระทบด้านสังคมและวัฒนธรรมเป็นตัวชี้วัดความเสียหายที่เกิดจากการดำเนินโครง

การและส่งผลกระทบด้านสังคมและวัฒนธรรมของชุมชน  อาทิ  การดำเนินงานที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง การสูญเสียโครงสร้าง  แบบแผนและวิถีการดำเนินชีวิตที่ดี     ความเสื่อมถอยของขนบธรรมเนียม    วัฒนธรรม        ความเชื่อ  ความเอื้ออาทร  ความร่วมมือและความช่วยเหลือเกื้อกูลของชุมชนดั้งเดิม

เกณฑ์และตัวชี้วัดดังกล่าวข้างต้นสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการประเมินผลโครงการ     

 

ซึ่งครอบคลุมมิติ  ด้านเศรษฐกิจ  สังคม  มิติด้านการบริหารจัดการ  มิติด้านทรัพยากร  และมิติด้านสิ่งแวดล้อมเกณฑ์และตัวชี้วัด  จะเป็นประโยชน์ในการติดตามและประเมินผลโครงการ  ในลักษณะที่เป็นพลวัตร  ในทุกขั้นตอนของกระบวนการโครงการ    เพื่อวัดถึงความสำเร็จและความล้มเหลวของโครงการพัฒนาด้านต่าง ๆ    ซึ่งในทางปฏิบัติจำเป็นต้องนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับลักษณะโครงการโดยกำหนดและวัดตัวแปรเฉพาะ      เพื่อประมวลเป็นตัวชี้วัดรวม  ของแต่ละโครงการต่อไป

Visitors: 25,591